ประวัติยุวกาชาด

กาชาดและยุวกาชาด
ยุวกาชาด
ประวัติยุวกาชาด
    สำนักงานยุวกาชาด เป็นหน่วยงานที่สร้างและพัฒนา “เยาวชน” ให้เป็น “อาสาสมัครที่พึ่งพาได้” ให้แก่สภากาชาดไทย ซึ่งนับเป็นการสร้าง “พลังใหม่” เพื่อมาหลอมรวมกับ “พลังเดิม” ที่มีอยู่ เป็นการรักษาและสืบทอดความเป็น “จิตอาสา” นอกจากนี้ เมื่อตระหนักถึงพลังของเยาวชนทั้งในด้านความคิด ความสร้างสรรค์ ความรู้สมัยใหม่ ความสามารถทางเทคโนโลยี การปรับตัวและการเปิดรับกับความเป็นสากล นับว่า สำนักงานยุวกาชาดมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่ายิ่งในการขับเคลื่อนงานอาสาสมัครให้แก่สภากาชาดไทยในระยะยาวต่อไปได้ ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานยุวกาชาดส่งเสริมการทำงานในการนำพลังของเยาวชนมาใช้ให้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดการการขับเคลื่อนที่สอดประสานกับการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก ซึ่งจะสามารถสร้างความยั่งยืนของงาน “จิตอาสา” ให้แก่สังคมและชุมชนผ่านคุณค่าของความเป็น “จิตอาสาสภากาชาดไทย” และสู่การเป็น “อาสาสมัครสภากาชาดไทย”

          อนึ่ง การทำงานของสำนักงานยุวกาชาดมุ่งเน้นในด้านการสร้างเยาวชนจิตอาสา และการพัฒนาอาสายุวกาชาดเพื่อเป็นที่พึ่งพาได้ของประชาชน ซึ่งสอดรับนโยบายอาสาสมัครสภากาชาดไทย  ยุทธศาสตร์สภากาชาดไทย ด้านการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้ง ตอบสนองนโยบายในด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมหลัก 12 ประการของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ด้านการพัฒนาและเสริมเสร้างศักยภาพคน ได้แก่ การปลูกฝังระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่พึงประสงค์ การสร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี เพื่อความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย และด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาพและเท่าเทียมกันทางสังคม โดยการทำงานของสำนักงานมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้เยาวชนจากทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของสำนักงานอย่างเท่าเทียมกัน

          ภารกิจ สำนักงานยุวกาชาดมีหน้าที่ปลูกฝังและเผยแพร่ให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการและอุดมการณ์ของกาชาดในด้านมนุษยธรรม การดูแลสุขภาพอนามัย การบริการอาสาสมัครและการส่งเสริมการมีสัมพันธภาพที่ดี มีศรัทธาต่อกาชาดและร่วมกิจกรรมของสภากาชาดไทยได้อย่างต่อเนื่อง

          ประวัติและการดำเนินงานของสำนักงานยุวกาชาด กิจการยุวกาชาดได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2465 โดยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต อุปนายกสภากาชาดสยามในขณะนั้น ด้วยทรงเห็นว่าสภากาชาดบางประเทศได้จัดตั้งกาชาดสำหรับเด็กขึ้นบ้างแล้ว จึงเห็นควรที่สภากาชาดสยาม จะได้จัดตั้งขึ้นบ้าง จากวันนั้น ถึงวันนี้ ยุวกาชาดเกิดขึ้นจากมติที่ประชุมสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ เมื่อ ค.ศ.1919 (พ.ศ.2462) โดยที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะว่า “สภากาชาดทุกชาติควรจัดตั้งกาชาดสำหรับเด็ก เพื่อฝึกอบรมเยาวชนให้รู้จักการกินดี อยู่ดี รักษาสุขภาพอนามัย มีความเมตตาสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าชาติ ศาสนาใดๆ มีศรัทธา เสียสละ และบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม โดยจัดกิจกรรมและดำเนินการให้สอดคล้องกับระบบการศึกษาของแต่ละประเทศ” ในเวลาต่อมา กาชาดสำหรับเด็กจึงได้ถูกจัดตั้งขึ้นในหลายประเทศ เช่น บัลแกเรีย เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี นิวซีแลนด์ โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น โรมาเนีย และสวีเดน เป็นต้น

          สำหรับประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งจอมพลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ให้ดำรงตำแหน่งอุปนายกสภากาชาดสยาม ในการนี้ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ทรงรับหลักการจากการประชุมเมื่อ พ.ศ.2462 ที่เสนอแนะให้กาชาดประเทศต่างๆ จัดตั้งกาชาดสำหรับเด็กขึ้น

พ.ศ.
2465
พ.ศ. 2465

วันที่27 มกราคม พ.ศ. 2465 กิจการยุวกาชาดจึงได้รับการก่อตั้งขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “อนุสภากาชาดสยาม” รับเด็กอายุ 7 – 18 ปี เข้าเป็นสมาชิก โดยเมื่อแรกก่อตั้งกิจการอนุสภากาชาดนั้น ได้ฝากงานไว้กับกระทรวงศึกษาธิการ

พ.ศ.
2476
พ.ศ. 2476

มีการจัดตั้งกรมพลศึกษาขึ้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ให้กิจการลูกเสือ และอนุสภากาชาด อยู่ในความดูแลของกรมพลศึกษาตั้งแต่นั้นมา

พ.ศ.
2485
พ.ศ. 2485

กองอนุสภากาชาดสยาม เปลี่ยนชื่อเป็น กองอนุกาชาด

พ.ศ.
2515
พ.ศ. 2515

ซึ่งเป็นปีที่การดำเนินกิจการอนุกาชาดครบ 50 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย เสด็จเป็นประธานในพิธีสวนสนามเนื่องในวันสถาปนาอนุกาชาดไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและยังความปลาบปลื้มปีติแก่เหล่าสมาชิกอนุกาชาดเป็นล้นพ้น

พ.ศ.
2521 – 2522
พ.ศ. 2521 – 2522

พ.ศ. 2521 เปลี่ยนชื่อ “อนุกาชาด” เป็น “ยุวกาชาด” และขยายอายุสมาชิกจาก 7 – 18 ปี เป็น 7 – 25 ปี เพราะต้องการให้นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนอยู่ในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา รวมถึงเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก

พ.ศ.2522 กองยุวกาชาดได้เริ่มดำเนินงานยุวกาชาดนอกโรงเรียน ซึ่งชะลอการดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 โดยมุ่งสนับสนุนให้เยาวชนที่ไม่มีโอกาสศึกษาในสถานศึกษา ได้มีโอกาสฝึกหลักการและอุดมการณ์ของกาชาด ฝึกฝนวิชาชีพและวิชาการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อที่จะได้นำความรู้ไปพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติต่อไป  ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าผูกคอให้แก่ยุวกาชาดนอกโรงเรียน การดำเนินการนี้ ส่งผลให้ยุวกาชาดนอกโรงเรียนขยายอย่างกว้างขวางออกไปสู่ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา และกรมราชทัณฑ์

พ.ศ.
2537
พ.ศ. 2537

กรมราชทัณฑ์ เห็นคุณค่าของกิจกรรมยุวกาชาดที่สามารถส่งผลต่อการกล่อมเกลาจิตใจของเยาวชนในเรือนจำและทัณฑสถาน ซึ่งเป็นเยาวชนผู้ด้อยโอกาส ให้เขาเหล่านั้นเห็นคุณค่าของตนเองที่มีต่อสังคม มองเห็นความหวังของชีวิตที่จะก้าวพ้นพันธนาการไปสู่อิสระด้วยความมั่นคงทางจิตใจ และกลับสู่สังคมได้อย่างเชื่อมั่นว่า ตนเองจะสามารถเป็นคนดีของสังคมได้เฉกเช่นเยาวชนอื่นๆ จึงเกิดการอบรมยุวกาชาดนอกโรงเรียนในทัณฑสถานขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิงธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และจากการดำเนินการอบรมในครั้งนั้น กรมราชทัณฑ์ได้ขยายผลไปยังทัณฑสถานหญิงอีก 6 แห่งทั่วประเทศจนกระทั่งใน พ.ศ.2542 กรมราชทัณฑ์จึงได้ประกาศเป็นนโยบายให้นำกิจกรรมยุวกาชาดนอกโรงเรียนไปจัดให้กับเยาวชนชาย – หญิงในเรือนจำและทัณฑสถานต่างๆ ทั่วประเทศจนกระทั่งปัจจุบันนี้

พ.ศ.
2539 – 2540
พ.ศ. 2539 – 2540

พ.ศ.2539 กองยุวกาชาดได้จัดให้มีโครงการอาสายุวกาชาดอุดมศึกษาขึ้น โดยมุ่งหวังให้ระดมพลังหนุ่มสาวในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบ “อาสาสมัคร” ของกองยุวกาชาด

พ.ศ.2540 เปลี่ยนชื่อ กองยุวกาชาดสภากาชาดไทย เป็น สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย

พ.ศ.
2542
พ.ศ. 2542

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย พระราชทานปฏิญญาของสภากาชาดไทยในการประชุมสภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ ครั้งที่ 27 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 6 พฤศจิกายน 2542 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีสาระสำคัญตอนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของยุวกาชาด คือ “จะเผยแพร่กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศสู่สถาบันการศึกษา ทั้งของพลเรือนและทหาร” และ “จะเริ่มโครงการในระดับรากหญ้า โดยร่วมกับยุวกาชาดในการเผชิญกับปัญหาสำคัญๆ ที่คุกคามเยาวชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหา      ยาเสพติดและสุขภาพเจริญพันธุ์” ทำให้มีการปรับหลักสูตรยุวกาชาดเพื่อให้สอดคล้องกับปฏิญญาดังกล่าว และยึดถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอนของยุวกาชาดจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ.
2546
พ.ศ. 2546

รัฐบาลได้ปฏิรูประบบราชการ มีการยุบรวมหน่วยงานเพื่อให้เกิดความชัดเจนในภารกิจ หน้าที่ ในการนี้ กรมพลศึกษาซึ่งดูแลกิจการยุวกาชาดมาตั้งแต่เริ่มแรก ได้ถูกรวมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และให้งานลูกเสือ ยุวกาชาด และสารวัตรนักเรียน ไปอยู่ในสังกัดของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และยกระดับให้เป็น สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน พร้อมกับย้ายที่ทำการ       จากสนามศุภชลาศัย ไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนสำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย ได้ย้ายกลับสู่สภากาชาดไทยเมื่อเดือนกันยายน 2546 โดยมีที่ทำการ ณ ตึกจิรกิติ สภากาชาดไทย

ดังนั้น จะเห็นได้ว่านับแต่ พ.ศ.2546 เป็นต้นมา กิจการยุวกาชาดอยู่ในความรับผิดชอบของ 2 หน่วยงานคือ สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย และสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยทั้ง 2 หน่วยงาน ยังคงประสานการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามความรับผิดชอบ ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. สมาชิกยุวกาชาด ได้แก่ เยาวชนอายุระหว่าง 7 ปี ถึง 18 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษา หรือเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และเลือกเรียนยุวกาชาดตามหลักสูตรการเรียนการสอนยุวกาชาดของกระทรวงศึกษาธิการ

2. อาสายุวกาชาด ได้แก่ เยาวชนอายุระหว่าง 15 ปี ถึง 25 ปี ซึ่งมีความสนใจสมัครเป็นเยาวชนจิตอาสาและอาสายุวกาชาด ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรพื้นฐานยุวกาชาด และสังกัดชมรมอาสายุวกาชาด          ยุวกาชาด โดยสำนักงานยุวกาชาดได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินงานและกิจกรรมเรื่อยมาเพื่อให้เข้ากับบริบทของสถานการณ์และยุทธศาสตร์ของสภากาชาดไทย

สำนักงานยุวกาชาด ได้เริ่มสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาจัดตั้งชมรมอาสายุวกาชาดตั้งแต่ปี 2543 แต่ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการและเป็นรูปแบบอย่างจริงจังใน พ.ศ.2550

พ.ศ.
2562
พ.ศ. 2562

วันที่ 13 มีนาคม 2562 กรรมการสภากาชาดไทยอนุมัติให้ขยายอายุอาสายุวกาชาดจาก 15 – 25 ปี เป็น 15 – 30 ปี


88,816 จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด , 33 จำนวนผู้เข้าชมวันนี้